กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข่าว “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28%” จริงหรือไม่?

ในช่วงที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนอื่นถึง 28%” โดยอ้างอิงงานวิจัยทางการแพทย์ จนทำให้หลายคนเกิดความกังวลและตั้งคำถามว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือเป็นข่าวปลอม (Fake News)

กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการแล้ว พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยจริง แต่มีการนำไปสื่อสาร “เกินบริบท” จนอาจทำให้เข้าใจผิดได้

คำถาม

จริงหรือไม่ที่ “ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด B มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่นถึง 28%” และหมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B มีโอกาสป่วยสูงอย่างมีนัยสำคัญ?

การตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผลการศึกษาระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีกรุ๊ปเลือด B มี “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” ประมาณ 28% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเลือดอื่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ความเสี่ยงเชิงสถิติ” ไม่ได้หมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะต้องเป็นโรคนี้แน่นอน

ที่สำคัญ งานวิจัยเดียวกันยังย้ำว่า ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และน้ำหนักตัว มีผลต่อความเสี่ยงของโรคเบาหวานมากกว่ากรุ๊ปเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างเช่น การบริโภคเนื้อแปรรูปเพียงวันละ 50 กรัม สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้มากถึง 37% และการไม่ออกกำลังกายอาจเพิ่มความเสี่ยงได้มากกว่า 100% ซึ่งสูงกว่าปัจจัยกรุ๊ปเลือดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานสาธารณสุขใดออกประกาศให้ใช้ “กรุ๊ปเลือด” เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน การวินิจฉัยยังคงอิงจากระดับน้ำตาลในเลือดและปัจจัยสุขภาพโดยรวม

ข้อเท็จจริง

ข้อมูลที่ว่า “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเบาหวานสูงกว่า 28%” เป็นข้อมูลที่มีเค้างานวิจัยจริง แต่ถูกนำเสนอเกินบริบท และไม่สามารถสรุปได้ว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะป่วยง่ายกว่าคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบเหมารวม

อ้างอิง

  1. บทความวิจัยจากวารสาร BMC Medicine
  2. รายงานสรุปงานวิจัยด้านกรุ๊ปเลือดและความเสี่ยงโรค
  3. คำชี้แจงกองบรรณาธิการ Sanook News 
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล